วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การเตรียมตัวเพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษ

ระบบการศึกษาของสหราชอาณาจักรและของประเทศไทยนั้นมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร ดังนั้นนักเรียนที่่ต้องการไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ต้องทำความเข้าใจกับระบบการศึกษาของประเทศนี้ให้ดีเสียก่อน



ที่สหราชอาณาจักร นักเรียนจะเรียนระดับประถม-มัธยมกัน 13 ปี (ตาม chart ด้านล่าง) เมื่่อสอบ A-Level แล้ว ก็จะนำผลที่ได้ไปยื่นสมัครเข้ามหาวิทยาลัย โดยในระดับปริญญาตรีนั้น จะเรียนกันเพียงแค่ 3 ปี นักเรียนจำนวนไม่น้อย พอจบระัดับ GCSE แล้ว ก็เข้าศึกษาต่อในวิทยาลัยเพื่อเรียนในหลักสูตรวิชาชีพ ซึ่งสามารถเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยในภายหลังได้เช่นกัน




สำหรับการสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนต่างชาติหรือนักเรียนจากสหราชอาณาจักร สามารถสมัครออนไลน์ได้ที่ www.ucas.com ซึ่งผู้สมัครสามารถเลือกคณะ/มหาวิทยาลัยที่ต้องการได้ 4 หรือ 5 อันดับ ขึ้นอยู่กับสาขาที่ต้องการเรียน



นักเรียนที่จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หรือ 6 จากประเทศไทยนั้น โดยทั่วไปแล้วจะยังไม่สามารถเข้าเรียน ในระดับปริญญาตรีได้ในทันที เนื่องจากยังมีคุณสมบัติไม่เทียบเท่ากับนักเรียนที่จบ A-Level จึงต้องไปเรียนหลักสูตร Foundation ก่อน เป็นเวลา 1 ปีการศึกษา จึงจะสมัครเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรีได้


ส่วนนักเรียนที่จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หรือ 5 และมีอายุ 16 ปีขึ้นไป สามารถไปเรียนหลักสูตร A Level เป็นเวลา 1-2 ปี แล้วจึงเข้ามหาวิทยาลัยปี 1


อีกเส้นทางสำหรับนักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก็คือ ไปเข้าเรียนหลักสูตร Diploma 1 ปีการศึกษา แล้วสามารถเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ปี 2 ได้ทันที โดยหลักสูตร Diploma นี้มักจะมีตัวเลือกน้อย โดยมากมักจะเปิดในสาขาบริหารธุรกิจเท่านั้น




  • Foundation Course
หลักสูตร Foundation เป็นหลักสูตรสำหรับนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะ โดยจะปูพื้นฐานทั้งวิชาภาษาอังกฤษ และวิชาหลักที่ต้องใช้ในมหาวิทยาลัย นอกจากนี้การเรียน Foundation จะเป็นการช่วยให้นักเรียนต่างชาติ ได้ปรับตัวเข้ากับการเรียนการสอนของประเทศสหราชอาณาจักรได้ดีขึ้นอีกด้วย



Foundation Course แบ่งเป็นหลายสาขาขึ้นอยู่กับคณะที่จะเลือกเรียนในระดับมหาวิทยาลัย เช่น

a. Business, Management, Economics

b. Science, Technology and Engineering

c. Law, Humanities and Social Sciences

d. Architecture

e. Art & Design

ปัจจุบันมีหลายสถาบันที่เปิดสอนหลักสูตร Foundation โดยมีทั้งแบบ on campus (เรียนภายในมหาวิทยาลัย) และ off campus (เรียนที่สถาบันการศึกษานอกมหาวิทยาลัย) การเรียนแบบ on campus มักจะเป็นหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยนั้น ๆ เปิดสอนเอง หรือให้อาจสถาบันอื่นเข้ามาเปิดสอนในมหาวิทยาลัย แต่มหาวิทยาลัยนั้น ๆ จะเป็นผู้รับรองหลักสูตร ไม่ว่าจะเรียนที่ใด หากจบหลักสูตรแล้ว ก็จะมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะสมัครเรียนมหาวิทยาลัยได้ (แต่ละมหาวิทยาลัยจะพิจารณารับเข้าเรียนหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) โดยปกติแล้วทางสถาบันที่สอน Foundation จะช่วยเหลือและให้คำแนะนำนักเรียนเกี่ยวกับการสมัครและการเลือกมหาวิทยาลัย




  • Diploma / First Year Degree Programme

สำหรับนักเรียนที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 และอยากเรียนจบไว ๆ มีบางสถาบันเปิดสอนหลักสูตร Diploma หรือบางแห่งเรียนกว่า First Year Degree ซึ่งเทียบเท่ากับมหาวิทยาลัยปีที่ 1 เมื่อจบการศึกษาหลักสูตรนี้แล้ว สามารถเข้าเีรียนต่อชั้นปีที่ 2 ได้เลย

หลักสูตรนี้จะมีแต่นักเรียนต่างชาติ มีวิธีการเรียนการสอนคล้ายกับในมหาวิทยาลัย แต่มีจำนวนนักเรียนน้อยกว่า ได้รับการเอาใจใส่จากครูผู้สอนมากกว่า เหมาะสำหรับ นักเรียนที่ต้องการปรับตัวให้เข้ากับการศึกษาของสหราชอาณาจักร และพัฒนาภาษาอังกฤษไปพร้อม ๆ กัน


หลักสูตรมีเปิดสอนไม่มากนักและจำกัดอยู่เพียงไม่กี่สาขา หากเป็นสาขาที่นักเรียนสนใจ และสามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยที่ต้องการได้ ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดี


 

  • A - Level
A - Level โดยปกติแล้วเป็นหลักสูตร 2 ปี บางสถาบันมีหลักสูตรเร่งรัดเพียงแค่ 1 ปี ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของนักเรียนแต่ละคน A - Level เป็นคุณวุฒิที่เป็นที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดจาก มหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร ในช่วงระยะเวลา 2 ปี นักเรียนจะต้องเลือกเรียนประมาณ 3-4 วิชา และในการสอบจะได้เกรดระหว่าง A - E โดย A ถือเป็นเกรดที่ดีที่สุด แต่ละมหาวิทยาลัยจะมีระบุไว้ว่าต้องการ A, B หรือ C อย่างน้อยกี่ตัว มหาวิทยาลัยระดับต้น ๆ มักจะต้องการ A ทุกตัว หรือบางแห่งอาจต้องการ AAB หรือ ABB เป็นต้น

A - Level เหมาะกับนักเรียนที่ยังไม่จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเช่นอยู่ม.4 หรือม. 5 แต่ต้องการเตรียมตัวเพื่อเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในสหราชอาณาจักร และยังเหมาะกับนักเรียนที่มีผลการเรียนดี และมีความมุ่งมั่นจะเข้าศึกษาต่อยังมหาวิทยาลัยระดับท๊อป เช่น Oxford, Cambridge, London School of Economics, Imperial College เป็นต้น รวมไปถึงนักเรียนที่ต้องการเรียนต่อในสาขาแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ


มีสถาบันมากมายที่เปิดสอน A - Level ได้แก่ โรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วไป ซึ่งนักเรียนจะได้เรียนกับชาวอังกฤษ (Independent School) รวมทั้งสถาบันที่เปิดสอนหลักสูตร A - Level โดยเฉพาะ


วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

จะเลือกเรียนอะไรดีนะ


สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังจะจบมัธยมปลาย คงต้องมีคำถามนี้อยู่ในหัวกันทุกคน "จะเลือกเรียนอะไรดีนะ" บางคนรู้จักตัวเองตั้งแต่เด็ก ๆ มีเป้าหมายในชีวิต จึงตอบคำถามนี้ได้ไม่ยาก แต่น้องๆ ส่วนใหญ่ที่ยังอยู่แค่มัธยมปลาย (หรือแม้แต่ผู้ใหญ่หลายคน) ยังไม่มีเป้าหมายในชีวิตของตัวเอง ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร การที่จะตอบคำถามนี้ได้นั้นจึงเป็นเรื่องยาก น้อง ๆ หลายคนอาจจะให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยแนะนำ ซึ่งพี่ว่าก็ควรรับฟังไว้ แต่อนาคตเป็นของเรา เราน่าจะเลือกเอง บางคนไม่เก่งอะไรสักอย่าง อันนั้นก็พอได้ อันนี้ก็พอได้ สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการเรียนบริหารเหมือน ๆ กันหมด ทั้ง ๆ ที่มีสาขาอีกมากมายที่น่าสนใจ


เนื่องจากวัยมัธยมปลายยังถือว่าเด็กนัก ยังเห็นโลกไม่กว้าง หลายคนไม่รู้ว่าอาชีพต่างๆ เค้าทำอะไรกันบ้าง หรือมีอาชีพแบบนี้ด้วยเหรอ น้อง ๆ ที่กำลังเลือกสาขาที่จะเรียนต่อจึงควรต้องศึกษาให้มาก ถามให้มาก และฟังให้มาก หากน้อง ๆ สามารถเลือกสาขาที่เรียนได้เหมาะสมกับตัวเอง และสามารถออกมาทำงานในสาขาที่เรียนมา นอกจากที่เรียนมาจะไม่เสียเปล่าแล้ว น้อง ๆ ก็ยังจะประสบความสำเร็จได้เร็วกว่าคนอื่น การที่เราทำในสิ่งที่ชอบ และมีความรู้ความสามารถในสิ่งที่ทำ ผลงานก็จะออกมาดี ความก้าวหน้าในชีวิตก็ตามมาเอง แต่น้องๆ ที่ไม่รู้ใจตัวเอง เรียนในสิ่งที่ไม่ชอบ ออกมาทำงานในสิ่งที่ไม่ใช่ ก็ไม่มีความสุขกับชีวิต พยายามหาทางเรียนต่อโทในสิ่งที่คิดว่าใช่ กว่าจะหาตัวเองเจอ ลงตัวกับชีวิต เพืื่อน ๆ ที่มาถูกทางแต่แรก ก็ไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว


เขียนมาซะยืดยาว มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ครั้งนี้อยากจะแนะนำสาขาเรียนที่น่าสนใจ  ที่น้องๆ อาจจะคิดไม่ถึง ลองดูเป็นไอเดียนะคะว่ามีสาขาไหนเหมาะสมกับน้อง ๆ บ้าง


  • Automotive Design (การออกแบบยานยนต์)  ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตของรถหลายค่าย นอกจากเป็นฐานการผลิตแล้ว ยังเป็นฐานแห่งการวิจัยพัฒนาอีกด้วย ถ้าเรียนสาขานี้มารับรองว่าหางานได้ไม่ยาก ไม่เพียงแต่งานในประเทศไทยเท่านั้น ในต่างประเทศก็ทำได้
  • Human Resource Management (การบริหารทรัพยากรมนุษย์) หลาย ๆ คนอาจคิดว่าอาชีพนี้ไม่น่าสนใจ แต่จริง ๆ แล้ว คุณคิดผิด ในปัจจุบันทุกองค์กรให้ความสำคัญกับพนักงานเป็นอย่างมาก เพราะพนักงานคือผู้ขับเคลื่อนองค์กรให้ประสบความสำเร็จ แผนก HR จึงมีหน้าที่หลายอย่าง ตั้งแต่คัดเลือก พัฒนา และพยายามรักษาพนักงานไว้ให้อยู่กับองค์กรนาน ๆ ฟังดูง่ายแต่ก็ไม่ง่าย มีกลยุทธ์หลายอย่างที่ต้องนำมาปฎิบัติ นอกจากจะทำงานเป็นฝ่าย HR ในองค์กรแล้ว หากมีประสบการณ์ก็สามารถเข้าทำงานในบริษัทให้คำปรึกษาได้อีก สาขานี้ไม่ค่อยจะมีคนเลือกเรียน จึงค่อนข้างขาดแคลน ถ้าคุณมีบุคลิกเหมาะสม เรียนเถอะคะ รับรองว่าหางานได้
  • Health Care Management ปัจจุบันนี้ผู้คนเอาใจใส่สุขภาพมากขึ้น ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องเติบโตขึ้นอย่างมาก หลักสูตรนี้สอนทุกอย่างเกี่ยวกับธุรกิจสุขภาพ เช่น การบริหาร การตลาด การเงิน นโยบาย ฯลฯ เหมาะสำหรับผู้บริหารโรงพยาล ศูนย์สุขภาพ ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับสาธารณสุข เป็นต้น
  • Environmental Sciences/ Environmental Engineering เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็พูดกันถึงโลกร้อน อันเนื่องมาจากมลภาวะที่มนุษย์สร้างขึ้น สาขานี้จะเรียนเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากร การควบคุมมลภาวะ การกำจัดขยะ เป็นต้น การเรียนสาขานี้ไม่เพียงแต่สามารถทำงานกับหน่วยงานรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ปัจจุบันมีผู้ผลิตมากมายที่ต้องการลดมลภาวะระหว่างกระบวนการผลิตของตน หรือผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น นอกจากจะไม่ตกงานแล้ว ยังสามารถช่วยเหลือโลกใบนี้ได้อีกด้วย !!
อันที่จริงแล้วยังมีสาขาน่าเรียนอีกมากมาย เอาไว้คราวหน้าจะหามาฝากกันอีกนะคะ

สุดท้ายนี้อยากฝากไว้ว่าการทำงานในปัจจุบัน ภาษาอังกฤษมีความสำคัญมาก ไม่ว่าจะทำงานในสายอาชีพใด น้องจะมีโอกาสในการหางานดี ๆ ได้มากขึ้น มีโอกาสเติบโตในสายงานได้มากกว่า นอกจากนี้การมีความรู้ภาษาอังกฤษที่ดี ยังทำให้เราสามารถค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมจากสื่อต่าง ๆ ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ หนังสือ หรือเวบไซด์ภาษาอังกฤษ ทำให้เราได้เปิดโลกทัศน์ของตัวเองมากขึ้น น้องๆ จึงควรหาโอกาสฝึกฝนภาษาอังกฤษ ไม่จำเป็นต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ก็สามารถเก่งภาษาอังกฤษได้ อยู่ที่ความสนใจและความพยายามเท่านั้น