
ด้วยเหตุผลที่ว่า ประเทศอังกฤษเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงทางด้านของการศึกษาและตัวผู้เขียนมีญาติเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ตัวผู้เขียนเลยไม่ลังเลที่จะเลือกไปเรียนที่นี่ โดยส่วนตัวความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษนั้นอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าแย่ถึงแย่มาก แต่ด้วยความที่อยากพัฒนาศักยภาพตัวเองก็พร้อมที่จะสู้และอยากสร้างโอกาสในการทำงานในอนาคตให้มากกว่าเดิม
ผู้เขียนใช้เวลา 2 ปีในการพัฒนาภาษาอังกฤษตัวเอง จนคิดว่าตัวเองพร้อมที่จะเข้าเรียนปริญญาโท ผู้เขียนเลือกไปเรียนที่มหาวิทยาลัย University of Hertfordshire เพราะว่ามีคณะที่เราอยากเรียนอยู่ด้วย rank ของคณะที่จะเรียนหรือมหาวิทยาลัยก็ถือว่า อยู่ในระดับที่ถือว่าใช้ได้ อีกทั้งมหาวิทยาลัยได้รับการยอมรับจาก University Guide ว่าเป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆของประเทศอังกฤษที่มีความทันสมัยมากที่สุด มีสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านการเรียนการสอนที่ครบครัน และนอกจากนั้น University of Hertfordshire มีเด็กไทยไปเรียนเฉลี่ยต่อ1 ปี ไม่เกิน 20คน ซึ่งหมายถึงว่า โอกาสที่จะพัฒนาภาษาต้องมีมากกว่าปกติ และไม่มีคำว่าเขินอาย ไม่กล้าที่จะพูดคุยกับเพื่อน
University of Hertfordshire เป็นมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ตอนบนของลอนดอน ใช้เดินทางประมาณ 25นาทีโดยรถไฟ มี campus ทั้งหมด 3 ที่ คือ College Lane, De Havilland ในเมือง Hatfield และอีกที่คือ St. Albans (มีการเรียนการสอนเฉพาะกฎหมาย) ในเมือง St albans การเดินทางระหว่าง campus จะมีรถของมหาวิทยาลัยบริการตลอดทั้งวัน
วันแรกของการเรียน ได้รู้จักเพื่อนหลายเชื้อชาติมากมาย ตั้งแต่ จีน มาเลเซีย อินเดีย ปากีสถาน ไนจีเรีย ฮ่องกง และอื่นๆ แต่คนอังกฤษเองจะเรียนน้อยมากเนื่องจากคนในประเทศเขาเองนิยมจะเรียนไปทางสายวิชาชีพเพื่อประกอบอาชีพมากกว่า การทำความรู้จักกับเพื่อนเป็นไปโดยง่าย ส่วนใหญ่เพื่อนที่สนิทก็จะเป็นคนเอเชียด้วยกันมากกว่า ที่เป็นอย่างนี้อาจจะเพราะว่า วัฒนธรรมและการกินอยู่แตกต่างกันเล็กน้อย
ในส่วนของเนื่อหา เราจะเรียน 2 เทอม เทอมละ 4 ตัว และจะต้องทำ Dissertation 1 เล่มเป็นตัวจบ ในแต่ละวิชาจะแบ่งเป็น บรรยาย (Lecture) 1 ชม และอีก 1 ชมเป็น สัมมนา (Seminar) ส่วนที่เหลือคือ การใช้เวลาไปกับการค้นหาข้อมูล ทำแบบฝึกหัดในห้องสมุด ที่พวกเราเรียกว่ Learning Resources Centres (LRC) ซึ่งอาจารย์จะแจ้งเราตั้งแต่คาบเรียนแรกๆ รวมถึงการทำความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนก่อนเข้าเรียนครั้งถัดไป โดยส่วนตัวคงถือว่าเป็นโชคดีที่เพื่อนๆในกลุ่มนั้นนิสัยดีทุกคนและต่างคอยช่วยกัน แชร์ความคิด อธิบายในสิ่งที่เราไม่เข้าใจให้เราเข้าใจอย่างถ่องแท้

ในระยะแรก การเรียนเป็นไปอย่างตะกุตะกัก เพราะกังวลทั้งเนื้อหาของรายงานว่าจะตอบตรงคำถามไหมรวมถึงภาษาของตัวเอง แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากอ่านหนังสือ เขียนรายงาน เดี๋ยวแก้ เดี๋ยวลบ เดี๋ยวเขียนใหม่ เป็นอย่างงี้ตลอดเวลาของการเรียนเรียนเทอมแรก แต่สื่งดีที่เกิดขี้นและสังเกตได้ คือ เขียนได้คล่องขึ้น ไม่ต้องมามัวนึกว่าเราจะใช้ Tense อะไร คำเชื่อมคำไหนดี อ่านหนังสือก็ใช้เวลาทำความใจไม่นาน เปิด Dictionary น้อยลง เหมือนกับรุ่นพี่หลายคนที่บอกว่า อ่านหนังสือเยอะๆ ให้เข้าใจเนื้อหา หรืออ่านหนังสืออะไรก็ได้ที่เราชอบ แต่เป็นภาษาอังกฤษ และหัดคอยสังเกตว่า คนอื่นเขาเขียนกันอย่างไร เอามาดัดแปลงให้เป็นของเราเอง (ถ้าเราลองสังเกตดีๆ เราจะเห็นได้ว่าแต่ละคนมีสไตล์การเขียนไม่เหมือนกัน)
วิชาไหนที่มีต้องนำเสนอหน้าชั้น ก็ต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้และฝึกฝนการนำเสนออยู่หลายวัน เพื่อจะไม่ให้เกิดการผิกพลาดเกิดขึ้น ในส่วนของการสอบนั้นโชคดีตรงที่ การเรียน International Business ของ University of Hertfordshire มีวิชาที่ต้องสอบแค่ 1 จาก 8 วิชา ช่วงเวลานั้น ทั้งวันก็จะไม่ทำไรเลย กินข้าวก็อ่านหนังสือ เข้าห้องน้ำก็อ่านหนังสือ ขึ้นรถเมล์ก็อ่านหนังสือ เพื่อนเล่าให้ฟังว่า เราหลับก็ยังละเมอท่องให้เพื่อนฟัง เมื่อจบเทอมแรกแทบจะหมดแรง หมดกำลังใจหลายครั้ง แต่สิ่งที่ทำให้ลุกขึ้นมาสู้ตลอด คือ ไม่อยากให้ที่บ้านเสียใจ เขาอยากเราให้ได้ดีในอนาคตเพราะฉนั้น ท้อได้ แต่ห้ามหนี ต้องลุกขึ้นมาเร็วๆ และเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว จบเทอมแรก วิชาเรียนในเทอมนี้ก็ผ่านไปได้ด้วยดี ^_^
เมื่อถึงเทอมสอง ที่ว่าเทอมหนึ่งยาก เทอมสองนั้นยากมากกว่า ไม่ใช่ว่าเนื้อหาวิชาเรียน แต่เป็นการเรียน 4 วิชาที่เหลือพร้อมกับการทำ Dissertation ไปด้วย วิชาเรียนนั้นผ่านไปได้ด้วยดี เนื่องจากมีแนวทางในการทำรายงานได้แล้ว เหมือนเราจับจุดได้ ว่าต้องทำไรก่อนหลัง ส่วนของ Dissertation นั้นเราจะได้อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นของแต่ละคน ชีวิตนี้คงไม่มีใครโชคดีไปซะทุกอย่าง อาจารย์ที่ปรึกษาของผู้เขียนนั้น แทบไม่ให้คำปรึกษาใดๆเลย นอกจากจะแนะนำว่า “ถ้าคุณทำอย่างนี้ ผมจะให้คุณตก” ตอนที่ได้ยินคำพูดนี้ออกจากอาจารย์ที่ปรึกษาก็ไม่รู้เหมือนกันว่า น้ำตามันไหลมาจากไหน มันไหลไม่หยุด คำถัดมาที่ได้ยินคือ “คุณจะร้องทำไม ผมไม่ได้ทำอะไรคุณ คุณทำตัวคุณเอง” เราก็อึ้งไปเลย เราไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน อยากเลิกเรียน อยากกลับบ้าน คิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อกับแม่และพี่สาวมากมาย ผู้เขียนหายหน้าหายตาไปจากอาจารย์ที่ปรึกษานานพอสมควร เลิกทำงานพิเศษ เปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองใหม่ นอนดึกแต่ตื่นสาย อ่านหนังสือ บทความ งานวิจัยมมากขึ้น แล้วเรียงร้อยข้อมูลให้ สอดคล้องกับหัวข้อเรื่องที่เราเลือกทำ เมื่อเสร็จในส่วนแรก ผู้เขียนกลับเข้าไปหาอาจารย์ที่ปรึกษาอีกครั้งและงานที่ทำโดนตัดเนื้อหาไปครึ่งหนึ่งของที่เขียนไปส่งเพราะอาจารย์ท่านบอกว่า ไม่เกี่ยวข้อง แก้ไปแก้มาอยู่นานมาก จนงานมันเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ทุกครั้งที่ส่งงานกับอาจารย์ที่ปรึกษาก็ยังคงได้ยินคำเดิม “ถ้าคุณทำอย่างนี้ ผมจะให้คุณตก” และอีกหนึ่งคำ คือ “รายงานนี้เป็นรายงานของคุณ คุณต้องคิดเอาเองสิ ว่าต้องทำอย่างไร” ท้อมาก
ตอนหลังย้ายตัวเองไปอาศัยอยู่ที่ห้องสมุด พอเช้าค่อยกลับมานอนที่บ้าน ทำอย่างงี้อยู่เดือนกว่าๆ จนถึงวันส่งรูปเล่ม บอกได้ว่า ในช่วงเวลาของการเรียนตั้งแต่เด็กจนโต ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ทุ่มเทให้กับการเรียนมากที่สุด (โดยเหตุผลส่วนตัว คิดว่านี่เป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง แตกต่างจากที่เมืองไทยอย่างเห็นได้ชัด ในเมืองไทยอาจารย์ท่านป้อนข้อมูลให้เราทุกอย่าง และเรียนแต่ในหนังสือ แทบว่าเรียนนอกกรอบน้อยมาก ซึ่งสิ่งนี้ผู้เขียนคิดว่าระบบการเรียน การสอนของประเทศอังกฤษเป็นสิ่งที่ดีมาก ที่เราได้รับความรู้ ควบคู่ไปกับการโตขึ้นทั้งความคิดและการบริหารจัดการชีวิตตัวเอง) ตอนนี้เกรดของ Dissertation เพิ่งออก ผ่านแล้ว เราเรียนจบแล้ว ดีใจมากๆ และได้กลับบ้านเราซะที
ตัวผู้เขียน เชื่อว่าหลายคน ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกไปศึกษาต่อต่างประเทศนั้น แต่ละคนก็ต่างจะมีการจินตนาการ คาดหวังและ ความต้องการแตกต่างกันไป ในเรื่องของประเทศนั้นๆ วัฒนธรรมและสังคมที่เรากำลังจะไป รวมถึง สถานที่เรียนและเพื่อนๆ ถามตัวเองให้แน่ใจก่อนนะค่ะ ว่าคุณอยากไปต่างประเทศนั้น คุณไปเพื่ออะไร คุณอยากได้อะไรกลับมา ชีวิตในต่างประเทศนั้นมันอาจจะดูโก้หรูในสายตาทุกคน แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิดก็ได้ อาจจะมีทั้งสุขและทุกข์อยู่ที่คุณเลือกที่รับมัน






