วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

ชีวิตการเรียนปริญญาโทที่อังกฤษ





โดยพื้นฐานของตัวผู้เขียนเป็นคนที่มีผลการเรียนพอใช้ได้ เมื่อจบปริญญาตรีมา ได้ไปเริ่มทำงานในบริษัทประกัน แต่อยู่ได้สักพักก็ลาออกเพื่อไปศึกษาต่อ เนื่องจากคาดหวังที่จะได้ทำงานในบริษัทใหญ่ เงินเดือนสูงๆ เหมือนกับเด็กที่จบใหม่ๆที่ยังไฟแรงอยู่ ผู้เขียนก็เลยตัดสินใจว่าไปเรียนต่อต่างประเทศเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพราะได้ความรู้และพัฒนาภาษาอังกฤษไปในตัวอีกด้วย ก็เลยเริ่มหาข้อมูลไปเรื่อยๆและทำวีซ่าไปประเทศอังกฤษ


ด้วยเหตุผลที่ว่า ประเทศอังกฤษเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงทางด้านของการศึกษาและตัวผู้เขียนมีญาติเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ตัวผู้เขียนเลยไม่ลังเลที่จะเลือกไปเรียนที่นี่ โดยส่วนตัวความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษนั้นอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าแย่ถึงแย่มาก แต่ด้วยความที่อยากพัฒนาศักยภาพตัวเองก็พร้อมที่จะสู้และอยากสร้างโอกาสในการทำงานในอนาคตให้มากกว่าเดิม

ผู้เขียนใช้เวลา 2 ปีในการพัฒนาภาษาอังกฤษตัวเอง จนคิดว่าตัวเองพร้อมที่จะเข้าเรียนปริญญาโท ผู้เขียนเลือกไปเรียนที่มหาวิทยาลัย University of Hertfordshire เพราะว่ามีคณะที่เราอยากเรียนอยู่ด้วย rank ของคณะที่จะเรียนหรือมหาวิทยาลัยก็ถือว่า อยู่ในระดับที่ถือว่าใช้ได้ อีกทั้งมหาวิทยาลัยได้รับการยอมรับจาก University Guide ว่าเป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆของประเทศอังกฤษที่มีความทันสมัยมากที่สุด มีสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านการเรียนการสอนที่ครบครัน และนอกจากนั้น University of Hertfordshire มีเด็กไทยไปเรียนเฉลี่ยต่อ1 ปี ไม่เกิน 20คน ซึ่งหมายถึงว่า โอกาสที่จะพัฒนาภาษาต้องมีมากกว่าปกติ และไม่มีคำว่าเขินอาย ไม่กล้าที่จะพูดคุยกับเพื่อน


University of Hertfordshire เป็นมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ตอนบนของลอนดอน ใช้เดินทางประมาณ 25นาทีโดยรถไฟ มี campus ทั้งหมด 3 ที่ คือ College Lane, De Havilland ในเมือง Hatfield และอีกที่คือ St. Albans (มีการเรียนการสอนเฉพาะกฎหมาย) ในเมือง St albans การเดินทางระหว่าง campus จะมีรถของมหาวิทยาลัยบริการตลอดทั้งวัน



วันแรกของการเรียน ได้รู้จักเพื่อนหลายเชื้อชาติมากมาย ตั้งแต่ จีน มาเลเซีย อินเดีย ปากีสถาน ไนจีเรีย ฮ่องกง และอื่นๆ แต่คนอังกฤษเองจะเรียนน้อยมากเนื่องจากคนในประเทศเขาเองนิยมจะเรียนไปทางสายวิชาชีพเพื่อประกอบอาชีพมากกว่า การทำความรู้จักกับเพื่อนเป็นไปโดยง่าย ส่วนใหญ่เพื่อนที่สนิทก็จะเป็นคนเอเชียด้วยกันมากกว่า ที่เป็นอย่างนี้อาจจะเพราะว่า วัฒนธรรมและการกินอยู่แตกต่างกันเล็กน้อย

ในส่วนของเนื่อหา เราจะเรียน 2 เทอม เทอมละ 4 ตัว และจะต้องทำ Dissertation 1 เล่มเป็นตัวจบ ในแต่ละวิชาจะแบ่งเป็น บรรยาย (Lecture) 1 ชม และอีก 1 ชมเป็น สัมมนา (Seminar) ส่วนที่เหลือคือ การใช้เวลาไปกับการค้นหาข้อมูล ทำแบบฝึกหัดในห้องสมุด ที่พวกเราเรียกว่
Learning Resources Centres (LRC) ซึ่งอาจารย์จะแจ้งเราตั้งแต่คาบเรียนแรกๆ รวมถึงการทำความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนก่อนเข้าเรียนครั้งถัดไป โดยส่วนตัวคงถือว่าเป็นโชคดีที่เพื่อนๆในกลุ่มนั้นนิสัยดีทุกคนและต่างคอยช่วยกัน แชร์ความคิด อธิบายในสิ่งที่เราไม่เข้าใจให้เราเข้าใจอย่างถ่องแท้



ในระยะแรก การเรียนเป็นไปอย่างตะกุตะกัก เพราะกังวลทั้งเนื้อหาของรายงานว่าจะตอบตรงคำถามไหมรวมถึงภาษาของตัวเอง แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากอ่านหนังสือ เขียนรายงาน เดี๋ยวแก้ เดี๋ยวลบ เดี๋ยวเขียนใหม่ เป็นอย่างงี้ตลอดเวลาของการเรียนเรียนเทอมแรก แต่สื่งดีที่เกิดขี้นและสังเกตได้ คือ เขียนได้คล่องขึ้น ไม่ต้องมามัวนึกว่าเราจะใช้ Tense อะไร คำเชื่อมคำไหนดี อ่านหนังสือก็ใช้เวลาทำความใจไม่นาน เปิด Dictionary น้อยลง เหมือนกับรุ่นพี่หลายคนที่บอกว่า อ่านหนังสือเยอะๆ ให้เข้าใจเนื้อหา หรืออ่านหนังสืออะไรก็ได้ที่เราชอบ แต่เป็นภาษาอังกฤษ และหัดคอยสังเกตว่า คนอื่นเขาเขียนกันอย่างไร เอามาดัดแปลงให้เป็นของเราเอง (ถ้าเราลองสังเกตดีๆ เราจะเห็นได้ว่าแต่ละคนมีสไตล์การเขียนไม่เหมือนกัน)

วิชาไหนที่มีต้องนำเสนอหน้าชั้น ก็ต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้และฝึกฝนการนำเสนออยู่หลายวัน เพื่อจะไม่ให้เกิดการผิกพลาดเกิดขึ้น ในส่วนของการสอบนั้นโชคดีตรงที่ การเรียน International Business ของ University of Hertfordshire มีวิชาที่ต้องสอบแค่ 1 จาก 8 วิชา ช่วงเวลานั้น ทั้งวันก็จะไม่ทำไรเลย กินข้าวก็อ่านหนังสือ เข้าห้องน้ำก็อ่านหนังสือ ขึ้นรถเมล์ก็อ่านหนังสือ เพื่อนเล่าให้ฟังว่า เราหลับก็ยังละเมอท่องให้เพื่อนฟัง เมื่อจบเทอมแรกแทบจะหมดแรง หมดกำลังใจหลายครั้ง แต่สิ่งที่ทำให้ลุกขึ้นมาสู้ตลอด คือ ไม่อยากให้ที่บ้านเสียใจ เขาอยากเราให้ได้ดีในอนาคตเพราะฉนั้น ท้อได้ แต่ห้ามหนี ต้องลุกขึ้นมาเร็วๆ และเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว จบเทอมแรก วิชาเรียนในเทอมนี้ก็ผ่านไปได้ด้วยดี ^_^

เมื่อถึงเทอมสอง ที่ว่าเทอมหนึ่งยาก เทอมสองนั้นยากมากกว่า ไม่ใช่ว่าเนื้อหาวิชาเรียน แต่เป็นการเรียน 4 วิชาที่เหลือพร้อมกับการทำ Dissertation ไปด้วย วิชาเรียนนั้นผ่านไปได้ด้วยดี เนื่องจากมีแนวทางในการทำรายงานได้แล้ว เหมือนเราจับจุดได้ ว่าต้องทำไรก่อนหลัง ส่วนของ Dissertation นั้นเราจะได้อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นของแต่ละคน ชีวิตนี้คงไม่มีใครโชคดีไปซะทุกอย่าง อาจารย์ที่ปรึกษาของผู้เขียนนั้น แทบไม่ให้คำปรึกษาใดๆเลย นอกจากจะแนะนำว่า “ถ้าคุณทำอย่างนี้ ผมจะให้คุณตก” ตอนที่ได้ยินคำพูดนี้ออกจากอาจารย์ที่ปรึกษาก็ไม่รู้เหมือนกันว่า น้ำตามันไหลมาจากไหน มันไหลไม่หยุด คำถัดมาที่ได้ยินคือ “คุณจะร้องทำไม ผมไม่ได้ทำอะไรคุณ คุณทำตัวคุณเอง” เราก็อึ้งไปเลย เราไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน อยากเลิกเรียน อยากกลับบ้าน คิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อกับแม่และพี่สาวมากมาย ผู้เขียนหายหน้าหายตาไปจากอาจารย์ที่ปรึกษานานพอสมควร เลิกทำงานพิเศษ เปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองใหม่ นอนดึกแต่ตื่นสาย อ่านหนังสือ บทความ งานวิจัยมมากขึ้น แล้วเรียงร้อยข้อมูลให้ สอดคล้องกับหัวข้อเรื่องที่เราเลือกทำ เมื่อเสร็จในส่วนแรก ผู้เขียนกลับเข้าไปหาอาจารย์ที่ปรึกษาอีกครั้งและงานที่ทำโดนตัดเนื้อหาไปครึ่งหนึ่งของที่เขียนไปส่งเพราะอาจารย์ท่านบอกว่า ไม่เกี่ยวข้อง แก้ไปแก้มาอยู่นานมาก จนงานมันเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ทุกครั้งที่ส่งงานกับอาจารย์ที่ปรึกษาก็ยังคงได้ยินคำเดิม “ถ้าคุณทำอย่างนี้ ผมจะให้คุณตก” และอีกหนึ่งคำ คือ “รายงานนี้เป็นรายงานของคุณ คุณต้องคิดเอาเองสิ ว่าต้องทำอย่างไร” ท้อมาก


ตอนหลังย้ายตัวเองไปอาศัยอยู่ที่ห้องสมุด พอเช้าค่อยกลับมานอนที่บ้าน ทำอย่างงี้อยู่เดือนกว่าๆ จนถึงวันส่งรูปเล่ม บอกได้ว่า ในช่วงเวลาของการเรียนตั้งแต่เด็กจนโต ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ทุ่มเทให้กับการเรียนมากที่สุด (โดยเหตุผลส่วนตัว คิดว่านี่เป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง แตกต่างจากที่เมืองไทยอย่างเห็นได้ชัด ในเมืองไทยอาจารย์ท่านป้อนข้อมูลให้เราทุกอย่าง และเรียนแต่ในหนังสือ แทบว่าเรียนนอกกรอบน้อยมาก ซึ่งสิ่งนี้ผู้เขียนคิดว่าระบบการเรียน การสอนของประเทศอังกฤษเป็นสิ่งที่ดีมาก ที่เราได้รับความรู้ ควบคู่ไปกับการโตขึ้นทั้งความคิดและการบริหารจัดการชีวิตตัวเอง) ตอนนี้เกรดของ Dissertation เพิ่งออก ผ่านแล้ว เราเรียนจบแล้ว ดีใจมากๆ และได้กลับบ้านเราซะที

ตัวผู้เขียน เชื่อว่าหลายคน ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกไปศึกษาต่อต่างประเทศนั้น แต่ละคนก็ต่างจะมีการจินตนาการ คาดหวังและ ความต้องการแตกต่างกันไป ในเรื่องของประเทศนั้นๆ วัฒนธรรมและสังคมที่เรากำลังจะไป รวมถึง สถานที่เรียนและเพื่อนๆ ถามตัวเองให้แน่ใจก่อนนะค่ะ ว่าคุณอยากไปต่างประเทศนั้น คุณไปเพื่ออะไร คุณอยากได้อะไรกลับมา ชีวิตในต่างประเทศนั้นมันอาจจะดูโก้หรูในสายตาทุกคน แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิดก็ได้ อาจจะมีทั้งสุขและทุกข์อยู่ที่คุณเลือกที่รับมัน

วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การเตรียมตัวเพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษ

ระบบการศึกษาของสหราชอาณาจักรและของประเทศไทยนั้นมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร ดังนั้นนักเรียนที่่ต้องการไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ต้องทำความเข้าใจกับระบบการศึกษาของประเทศนี้ให้ดีเสียก่อน



ที่สหราชอาณาจักร นักเรียนจะเรียนระดับประถม-มัธยมกัน 13 ปี (ตาม chart ด้านล่าง) เมื่่อสอบ A-Level แล้ว ก็จะนำผลที่ได้ไปยื่นสมัครเข้ามหาวิทยาลัย โดยในระดับปริญญาตรีนั้น จะเรียนกันเพียงแค่ 3 ปี นักเรียนจำนวนไม่น้อย พอจบระัดับ GCSE แล้ว ก็เข้าศึกษาต่อในวิทยาลัยเพื่อเรียนในหลักสูตรวิชาชีพ ซึ่งสามารถเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยในภายหลังได้เช่นกัน




สำหรับการสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนต่างชาติหรือนักเรียนจากสหราชอาณาจักร สามารถสมัครออนไลน์ได้ที่ www.ucas.com ซึ่งผู้สมัครสามารถเลือกคณะ/มหาวิทยาลัยที่ต้องการได้ 4 หรือ 5 อันดับ ขึ้นอยู่กับสาขาที่ต้องการเรียน



นักเรียนที่จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หรือ 6 จากประเทศไทยนั้น โดยทั่วไปแล้วจะยังไม่สามารถเข้าเรียน ในระดับปริญญาตรีได้ในทันที เนื่องจากยังมีคุณสมบัติไม่เทียบเท่ากับนักเรียนที่จบ A-Level จึงต้องไปเรียนหลักสูตร Foundation ก่อน เป็นเวลา 1 ปีการศึกษา จึงจะสมัครเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรีได้


ส่วนนักเรียนที่จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หรือ 5 และมีอายุ 16 ปีขึ้นไป สามารถไปเรียนหลักสูตร A Level เป็นเวลา 1-2 ปี แล้วจึงเข้ามหาวิทยาลัยปี 1


อีกเส้นทางสำหรับนักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก็คือ ไปเข้าเรียนหลักสูตร Diploma 1 ปีการศึกษา แล้วสามารถเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ปี 2 ได้ทันที โดยหลักสูตร Diploma นี้มักจะมีตัวเลือกน้อย โดยมากมักจะเปิดในสาขาบริหารธุรกิจเท่านั้น




  • Foundation Course
หลักสูตร Foundation เป็นหลักสูตรสำหรับนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะ โดยจะปูพื้นฐานทั้งวิชาภาษาอังกฤษ และวิชาหลักที่ต้องใช้ในมหาวิทยาลัย นอกจากนี้การเรียน Foundation จะเป็นการช่วยให้นักเรียนต่างชาติ ได้ปรับตัวเข้ากับการเรียนการสอนของประเทศสหราชอาณาจักรได้ดีขึ้นอีกด้วย



Foundation Course แบ่งเป็นหลายสาขาขึ้นอยู่กับคณะที่จะเลือกเรียนในระดับมหาวิทยาลัย เช่น

a. Business, Management, Economics

b. Science, Technology and Engineering

c. Law, Humanities and Social Sciences

d. Architecture

e. Art & Design

ปัจจุบันมีหลายสถาบันที่เปิดสอนหลักสูตร Foundation โดยมีทั้งแบบ on campus (เรียนภายในมหาวิทยาลัย) และ off campus (เรียนที่สถาบันการศึกษานอกมหาวิทยาลัย) การเรียนแบบ on campus มักจะเป็นหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยนั้น ๆ เปิดสอนเอง หรือให้อาจสถาบันอื่นเข้ามาเปิดสอนในมหาวิทยาลัย แต่มหาวิทยาลัยนั้น ๆ จะเป็นผู้รับรองหลักสูตร ไม่ว่าจะเรียนที่ใด หากจบหลักสูตรแล้ว ก็จะมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะสมัครเรียนมหาวิทยาลัยได้ (แต่ละมหาวิทยาลัยจะพิจารณารับเข้าเรียนหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) โดยปกติแล้วทางสถาบันที่สอน Foundation จะช่วยเหลือและให้คำแนะนำนักเรียนเกี่ยวกับการสมัครและการเลือกมหาวิทยาลัย




  • Diploma / First Year Degree Programme

สำหรับนักเรียนที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 และอยากเรียนจบไว ๆ มีบางสถาบันเปิดสอนหลักสูตร Diploma หรือบางแห่งเรียนกว่า First Year Degree ซึ่งเทียบเท่ากับมหาวิทยาลัยปีที่ 1 เมื่อจบการศึกษาหลักสูตรนี้แล้ว สามารถเข้าเีรียนต่อชั้นปีที่ 2 ได้เลย

หลักสูตรนี้จะมีแต่นักเรียนต่างชาติ มีวิธีการเรียนการสอนคล้ายกับในมหาวิทยาลัย แต่มีจำนวนนักเรียนน้อยกว่า ได้รับการเอาใจใส่จากครูผู้สอนมากกว่า เหมาะสำหรับ นักเรียนที่ต้องการปรับตัวให้เข้ากับการศึกษาของสหราชอาณาจักร และพัฒนาภาษาอังกฤษไปพร้อม ๆ กัน


หลักสูตรมีเปิดสอนไม่มากนักและจำกัดอยู่เพียงไม่กี่สาขา หากเป็นสาขาที่นักเรียนสนใจ และสามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยที่ต้องการได้ ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดี


 

  • A - Level
A - Level โดยปกติแล้วเป็นหลักสูตร 2 ปี บางสถาบันมีหลักสูตรเร่งรัดเพียงแค่ 1 ปี ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของนักเรียนแต่ละคน A - Level เป็นคุณวุฒิที่เป็นที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดจาก มหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร ในช่วงระยะเวลา 2 ปี นักเรียนจะต้องเลือกเรียนประมาณ 3-4 วิชา และในการสอบจะได้เกรดระหว่าง A - E โดย A ถือเป็นเกรดที่ดีที่สุด แต่ละมหาวิทยาลัยจะมีระบุไว้ว่าต้องการ A, B หรือ C อย่างน้อยกี่ตัว มหาวิทยาลัยระดับต้น ๆ มักจะต้องการ A ทุกตัว หรือบางแห่งอาจต้องการ AAB หรือ ABB เป็นต้น

A - Level เหมาะกับนักเรียนที่ยังไม่จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเช่นอยู่ม.4 หรือม. 5 แต่ต้องการเตรียมตัวเพื่อเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในสหราชอาณาจักร และยังเหมาะกับนักเรียนที่มีผลการเรียนดี และมีความมุ่งมั่นจะเข้าศึกษาต่อยังมหาวิทยาลัยระดับท๊อป เช่น Oxford, Cambridge, London School of Economics, Imperial College เป็นต้น รวมไปถึงนักเรียนที่ต้องการเรียนต่อในสาขาแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ


มีสถาบันมากมายที่เปิดสอน A - Level ได้แก่ โรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วไป ซึ่งนักเรียนจะได้เรียนกับชาวอังกฤษ (Independent School) รวมทั้งสถาบันที่เปิดสอนหลักสูตร A - Level โดยเฉพาะ


วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

จะเลือกเรียนอะไรดีนะ


สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังจะจบมัธยมปลาย คงต้องมีคำถามนี้อยู่ในหัวกันทุกคน "จะเลือกเรียนอะไรดีนะ" บางคนรู้จักตัวเองตั้งแต่เด็ก ๆ มีเป้าหมายในชีวิต จึงตอบคำถามนี้ได้ไม่ยาก แต่น้องๆ ส่วนใหญ่ที่ยังอยู่แค่มัธยมปลาย (หรือแม้แต่ผู้ใหญ่หลายคน) ยังไม่มีเป้าหมายในชีวิตของตัวเอง ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร การที่จะตอบคำถามนี้ได้นั้นจึงเป็นเรื่องยาก น้อง ๆ หลายคนอาจจะให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยแนะนำ ซึ่งพี่ว่าก็ควรรับฟังไว้ แต่อนาคตเป็นของเรา เราน่าจะเลือกเอง บางคนไม่เก่งอะไรสักอย่าง อันนั้นก็พอได้ อันนี้ก็พอได้ สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการเรียนบริหารเหมือน ๆ กันหมด ทั้ง ๆ ที่มีสาขาอีกมากมายที่น่าสนใจ


เนื่องจากวัยมัธยมปลายยังถือว่าเด็กนัก ยังเห็นโลกไม่กว้าง หลายคนไม่รู้ว่าอาชีพต่างๆ เค้าทำอะไรกันบ้าง หรือมีอาชีพแบบนี้ด้วยเหรอ น้อง ๆ ที่กำลังเลือกสาขาที่จะเรียนต่อจึงควรต้องศึกษาให้มาก ถามให้มาก และฟังให้มาก หากน้อง ๆ สามารถเลือกสาขาที่เรียนได้เหมาะสมกับตัวเอง และสามารถออกมาทำงานในสาขาที่เรียนมา นอกจากที่เรียนมาจะไม่เสียเปล่าแล้ว น้อง ๆ ก็ยังจะประสบความสำเร็จได้เร็วกว่าคนอื่น การที่เราทำในสิ่งที่ชอบ และมีความรู้ความสามารถในสิ่งที่ทำ ผลงานก็จะออกมาดี ความก้าวหน้าในชีวิตก็ตามมาเอง แต่น้องๆ ที่ไม่รู้ใจตัวเอง เรียนในสิ่งที่ไม่ชอบ ออกมาทำงานในสิ่งที่ไม่ใช่ ก็ไม่มีความสุขกับชีวิต พยายามหาทางเรียนต่อโทในสิ่งที่คิดว่าใช่ กว่าจะหาตัวเองเจอ ลงตัวกับชีวิต เพืื่อน ๆ ที่มาถูกทางแต่แรก ก็ไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว


เขียนมาซะยืดยาว มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ครั้งนี้อยากจะแนะนำสาขาเรียนที่น่าสนใจ  ที่น้องๆ อาจจะคิดไม่ถึง ลองดูเป็นไอเดียนะคะว่ามีสาขาไหนเหมาะสมกับน้อง ๆ บ้าง


  • Automotive Design (การออกแบบยานยนต์)  ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตของรถหลายค่าย นอกจากเป็นฐานการผลิตแล้ว ยังเป็นฐานแห่งการวิจัยพัฒนาอีกด้วย ถ้าเรียนสาขานี้มารับรองว่าหางานได้ไม่ยาก ไม่เพียงแต่งานในประเทศไทยเท่านั้น ในต่างประเทศก็ทำได้
  • Human Resource Management (การบริหารทรัพยากรมนุษย์) หลาย ๆ คนอาจคิดว่าอาชีพนี้ไม่น่าสนใจ แต่จริง ๆ แล้ว คุณคิดผิด ในปัจจุบันทุกองค์กรให้ความสำคัญกับพนักงานเป็นอย่างมาก เพราะพนักงานคือผู้ขับเคลื่อนองค์กรให้ประสบความสำเร็จ แผนก HR จึงมีหน้าที่หลายอย่าง ตั้งแต่คัดเลือก พัฒนา และพยายามรักษาพนักงานไว้ให้อยู่กับองค์กรนาน ๆ ฟังดูง่ายแต่ก็ไม่ง่าย มีกลยุทธ์หลายอย่างที่ต้องนำมาปฎิบัติ นอกจากจะทำงานเป็นฝ่าย HR ในองค์กรแล้ว หากมีประสบการณ์ก็สามารถเข้าทำงานในบริษัทให้คำปรึกษาได้อีก สาขานี้ไม่ค่อยจะมีคนเลือกเรียน จึงค่อนข้างขาดแคลน ถ้าคุณมีบุคลิกเหมาะสม เรียนเถอะคะ รับรองว่าหางานได้
  • Health Care Management ปัจจุบันนี้ผู้คนเอาใจใส่สุขภาพมากขึ้น ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องเติบโตขึ้นอย่างมาก หลักสูตรนี้สอนทุกอย่างเกี่ยวกับธุรกิจสุขภาพ เช่น การบริหาร การตลาด การเงิน นโยบาย ฯลฯ เหมาะสำหรับผู้บริหารโรงพยาล ศูนย์สุขภาพ ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับสาธารณสุข เป็นต้น
  • Environmental Sciences/ Environmental Engineering เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็พูดกันถึงโลกร้อน อันเนื่องมาจากมลภาวะที่มนุษย์สร้างขึ้น สาขานี้จะเรียนเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากร การควบคุมมลภาวะ การกำจัดขยะ เป็นต้น การเรียนสาขานี้ไม่เพียงแต่สามารถทำงานกับหน่วยงานรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ปัจจุบันมีผู้ผลิตมากมายที่ต้องการลดมลภาวะระหว่างกระบวนการผลิตของตน หรือผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น นอกจากจะไม่ตกงานแล้ว ยังสามารถช่วยเหลือโลกใบนี้ได้อีกด้วย !!
อันที่จริงแล้วยังมีสาขาน่าเรียนอีกมากมาย เอาไว้คราวหน้าจะหามาฝากกันอีกนะคะ

สุดท้ายนี้อยากฝากไว้ว่าการทำงานในปัจจุบัน ภาษาอังกฤษมีความสำคัญมาก ไม่ว่าจะทำงานในสายอาชีพใด น้องจะมีโอกาสในการหางานดี ๆ ได้มากขึ้น มีโอกาสเติบโตในสายงานได้มากกว่า นอกจากนี้การมีความรู้ภาษาอังกฤษที่ดี ยังทำให้เราสามารถค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมจากสื่อต่าง ๆ ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ หนังสือ หรือเวบไซด์ภาษาอังกฤษ ทำให้เราได้เปิดโลกทัศน์ของตัวเองมากขึ้น น้องๆ จึงควรหาโอกาสฝึกฝนภาษาอังกฤษ ไม่จำเป็นต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ก็สามารถเก่งภาษาอังกฤษได้ อยู่ที่ความสนใจและความพยายามเท่านั้น

วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2553

การเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ

สำหรับหลายคน ๆ การเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศดูช่างจะวุ่นวาย มีอะไรต้องทำต้องจัดการมากมายเหลือเกิน ไหนจะติดต่อที่เรียน ที่พัก ทำวีซ่า จองตั๋วเครื่องบิน ตรวจร่างกาย ฯลฯ แต่จริง ๆ แล้ว แม้จะมีอะไรต้องทำหลายอย่าง ถ้าจัดการตามขั้นตอนข้างล่างนี้ รับรองว่าไม่ผิดพลาดคะ


หรืออีกวิธีที่ง่ายกว่านั้นก็คือติดต่อมาที่ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อต่างประเทศ เอ็นริช เอ็ดดูเคชั่น ที่เราจะช่วยแนะนำและอำนวยความสะดวกทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกโรงเรียน ที่พัก ยื่นขอวีซ่า จองตั๋วเครื่องบิน ตลอดจนให้คำแนะนำเรื่องของการใช้ชีวิตในต่างประเทศ

ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ ศูนย์แนะแนว ฯ เอ็นริช เอ็ดดูเคชั่น
โทร 02 7187733, 02 7187702

วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2553

ข้อมูลศึกษาต่อประเทศอังกฤษ



ภูมิประเทศและที่ตั้ง
สหราชอาณาจักร ดินแดนที่มีภูมิประเทศที่สวยงามและเป็นประเทศที่มีความเจริญทางด้านวัฒนธรมม อุตสาหกรรมและการศึกษา คำ ว่า สหราชอาณาจักร หรือ United Kingdom หมายถึง เกาะใหญ่ - Great Britain และแคว้นไอร์แลนด์เหนือ - Northern Island โดย Great Britain หมายถึงเกาะใหญ่ซึ่งรวมถึงอาณาเขตของ อังกฤษ - England , เวลส์ - Wales และสก๊อตแลนด์ - Scotland ดังนั้น คำว่าสหราชอาณาจักร จึงหมายถึงประเทศที่รวมอาณาเขตของ 4 ประเทศเข้าด้วยกัน

ภูมิอากาศและฤดูกาล
สภาพ ภูมิอากาศโดยทั่วไปของสหราชอาณาจักร จัดอยู่ในประเภทค่อนข้างหนาวและมีความชื้นสูง เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศเป็นเกาะ มีกระแสน้ำอุ่นและน้ำเย็นไหลผ่าน โดยทางตอนเหนือจะหนาวมากกว่าทางตอนใต้ และจะมีฝนตกทางภาคตะวันตกมากกว่าทางภาคตะวันออก อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดในช่วงฤดูหนาวคือ 2-4 องศาเซลเซียส และสูงสุดในช่วงฤดูร้อนคือ 18-22 องศาเซลเซียส

ฤดูกาล
ประเทศสหราชอาณาจักรมี ฤดูกาลทั้งหมด 4 ฤดูคือ
ฤดูใบไม้ผลิ : เดือนมีนาคม - พฤษภาคม
ฤดูร้อน : เดือนมิถุนายน - สิงหาคม
ฤดูใบไม้ร่วง : เดือนกันยายน - พฤศจิกายน
ฤดูหนาว : เดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์
เมืองที่น่ารู้จัก
  • London
    เป็น เมืองหลวงของอังกฤษ เป็นเมืองที่เป็ฯศุนย์รวมของวัฒนธรรมประเพณีที่เคร่งครัด เหมาะสมอย่างยิ่งต่อการศึกษาต่อและมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เช่า รัฐสภา หอนาฬิกาบิ๊กเบน นอกจากนี้กรุงลอนดอนยังเพียบพร้อมไปด้วยแหล่งบันเทิงและชีวิตยามค่ำคืน ศูนย์รวมของแหลางช้อปปิ้งชั้นนำ
  • Cambridge
    ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในเรื่องสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และการศึกษา เป็นศูนย์กลางทางด้านวัฒนธรรมมีพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง
  • Oxford
    เป็นเมืองศูนย์กลางการเรียนการสอน ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 80 กิโลเมตร เป็นเมืองที่แวดล้อมด้วยทุ่งกว้าง ทิวเขา สถาปัตยกรรมที่งดงาม
  • Bournemouth
    เป็นเมืองชายทะเลที่มีชื่อเสียง ใช้เวลาเดินทางจากลอนดอนประมาณ 2 ชั่วโมง 
ไฟฟ้า
ระบบ ไฟฟ้าที่ใช้ในประเทศ คือ 240 V AC50 HZ เหมือนในประเทศไทย แต่ต่างกันในลักษณะของปลั๊กซึ่งเป็นแบบ 3 ขา ถ้านำเครื่องใช้ไฟฟ้าจากประเทศไทย นักเรียนต้องใช้ตัวเสียบต่อปลั๊กไฟฟ้าชนิดที่มี 3 ขาติดไปด้วย

ประปา
น้ำประปาสะอาดสามารถดื่มจากก๊อกได้

โทรศัพท์
โทรศัพท์ สาธารณะมี 2 แบบ คือ แบบหยอดเหรียญและแบบใช้บัตรโทรศัพท์ ซึ่งสามารถซื้อได้ตามที่ทำการไปรษณีย์และร้านค้าที่มีป้าย Phonecard มีหลายราคาให้เลือก ปัจจุบันสามารถซื้อซิมการ์ดได้ตามร้านทั่วไป ราคาซิมประมาณ 5 ปอนด์ เป็นแบบ Pre-Paid มีหลายยี่ห้อ หลายแพคเกจให้เลือกตามความต้องการใช้งาน 

รถไฟ
เป็น ระบบขนส่งมวลชนที่นิยมใช้กันมากที่สุดเพราะสะดวกและมีเครือข่ายเดินรถที่ เชื่อมต่อกันกระจายทั่วประเทศ การให้บริการแม่นยำตามตารางเวลา นักเรียนนักศึกษามีสิทธิ์ขอทำบัตร Rail Card ประเภทนักเรียนเพื่อรับส่วนลด สอบถามและขอใบสมัครจาดสถานีรถไฟในเมืองใหญ่ๆได้ 

การประกันสุขภาพและอุบัติเหต
นัก ศึกษาต่างชาติควรทำประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ เพราะระบบการรักษาพยาบาลฟรี National Health Service (NHS) ให้บริการฟรีเฉพาะการตรวจรักษาเบื้องต้นเท่านั้น นักเรียนที่ลงทะเบียนเรียนไม่น้อยกว่า 6 เดือนและประสงค์จะใช้บริการของ NHS สามารถทำได้โดยขอให้สถานศึกษาเป็นผู้ดำเนินเรื่องสมัครให้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก www.doh.gov.uk/overseas 

เงินตรา
หน่วยเงินตราของสหราชอาณาจักรคือ ปอนด์ สเตอร์ริ่ง ( Pound Sterling) ซึ่ง 1 ปอนด์ เท่ากับ 100 เพ็นซ์ ( pence-p) เหรียญที่มีการใช้อยู่ในปัจจุบันคือ: 1p, 2p, 5p, 10p, 20p, 50p, 1 ปอนด์ และ 2 ปอนด์ ส่วนธนบัตรที่มีการใช้กันอยู่ในปัจจุบันคือ: 5 ปอนด์ , 10 ปอนด์ , 20 ปอนด์ และ 50 ปอนด์
ระบบการศึกษา
ระบบ การศึกษาในประเทศอังกฤษ และเครือจักรภพแบ่งเป็น 4 ระดับ ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา ระดับอาชีวศึกษา และระดับปริญญา การศึกษาภาคบังคับเริ่มตั้งแต่อายุ 5 ปี ถึง 16 ปี เด็กนักเรียนส่วนใหญ่ประมาณ 95% จะเข้าศึกษาในโรงเรียนของรัฐบาล
ระดับมัธยมศึกษา
Public School หมายถึง โรงเรียนมัธยมของเอกชน รับนักเรียนอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไปที่สอบผ่าน CEE แล้วเข้าศึกษาต่อ โรงเรียนมัธยมเอกชนส่วนมากเป็นมูลนิธิ หรือเป็นสถานประกอบการ ที่มิได้หวังผลกำไร ในระดับมัธยมศึกษา ทางกระทรวงศึกษาธิการ และวิทยาศาสตร์ของอังกฤษ กำหนดให้มีการสอบวัดผลความรู้ และความสามารถของเด็ก การสอบจะจัดโดยคณะกรรมาธิการอิสระ ซึ่งมี 5 คณะ ผลสอบดังกล่าว จะนำไปใช้ในการสมัครเข้าในระดับอุดมศึกษาต่อไป การสอบนี้มี 2 ประเภท คือ
  • GCSE (General Certificate of Secondary Education)
    การสอบระดับนี้จะสอบเมื่อเด็กมีอายุประมาณ 16 ปีขึ้นไป นักเรียนเลือกสอบประมาณ 8-12 วิชา เช่น วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ สังคมศึกษา ภาษาต่างประเทศ ศิลป ฯลฯ และผลการสอบจะแบ่งเป็น 7 ระดับ คือ Grade A, B, C, D, E, F, G ผู้ที่สอบได้ Grade C ขึ้นไปจึงจะถือว่าสอบผ่าน นักเรียนที่สอบ GCSE จนได้รับวุฒิบัตร สามารถเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรสายสามัญ " A" Level ได้หรือหลักสูตรสายวิชาชีพ Advanced GNVQ อีก 2 ปี
  • GCE A Level (GCE Advanced)
    เป็นการสอบวัดผล ความสามารถทางวิชาการของเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป วิชาที่สอบมีให้เลือก 50 กว่าวิชา ส่วนใหญ่จะสอบ 2-3 วิชาที่มีความสัมพันธ์กันคือทางด้าน Science หรือทางด้าน Humanity ผลการสอบมี 5 ระดับคือ A, B, C, D, E แต่ Grade ที่ได้ทั้ง 5 ถือว่าผลสอบผ่านทั้งหมด มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ พิจารณารับผู้ที่ได้คะแนนระดับ A และ B ผลสอบ GCE "A" Level นี้ จะเป็นเกณฑ์ ที่สถานศึกษาใช้ในการพิจารณารับนักเรียนเข้าศึกษาต่อ ใน ระดับปริญญาตรี โดยกำหนดดังนี้
    - แบบ 5 วิชา นักเรียนจะต้องมีคะแนนสอบ GCSE 3 วิชา และ GCE "A" Level 2 วิชา
    - แบบ 4 วิชานักเรียนจะต้องมีคะแนนสอบ GCSE 1 วิชา และ GCE "A" Level 3 วิชา
    - การสอบ GCSE, GCE "A" Level จะสอบประมาณ เดือนมิถุนายน ถึงเดือนกรกฎาคม
  • ระดับอาชีวะศึกษา ( Further Education)
เป็นการศึกษาที่จัดขึ้น เพื่อให้นักเรียนที่มีอายุ 16 ปีไปแล้ว ไม่ประสงค์จะศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา แต่ต้องการจะมีคุณวุฒิทางสายวิชาชีพต่าง ๆ เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพ นอกจากนี้ยังเปิด สอนวิชาสามัญ คือ GCSE และ GCE "A" Level สถาบันการศึกษาด้านอาชีวศึกษามีทั้งของรัฐบาล และเอกชน
  • ระดับอุดมศึกษา ( Higher Education)
ได้แก่การศึกษา ในระดับมหาวิทยาลัย และ College of Higher Education ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรมีประมาณกว่า 100 แห่ง เป็นของ รัฐบาลเกือบทั้งหมด ยกเว้น University of Buckingham ซึ่งเป็น มหาวิทยาลัยเอกชนเพียงแห่งเดียว ( Polytechnic ในสหราชอาณาจักรขณะนี้ ได้ยกฐานะ เป็นมหาวิทยาทั้งหมดแล้ว ซึ่งรวมอยู่ใน 80 แห่งดังกล่าวแล้ว) สำหรับ College of Higher Education มีประมาณ 243 แห่ง

การสมัครในระดับปริญญาตรีสำหรับนักเรียนไทยที่จบ ม. 6
นักเรียนไทยที่สำเร็จ ม. 6 แล้ว ยังไม่สามารถเข้ามหาวิทยาลัยในระบบของ สหราชอาณาจักรได้ เนื่องจากการสมัครต้องใช้ผลการสอบ GCSE และ GCE "A" Level แต่ทางสหราชอาณาจักรเทียบวุฒิ ม. 6 ของไทยเท่ากับ GCSE นักเรียนไทยมีโอกาสไปศึกษาต่อ โดยใช้ทางเลือกใดทางเลือกหนึ่ง ดังต่อไปนี้
  • ไป ศึกษา GCE "A" Level ในสถานศึกษาประเภท Tutorial College และสอบ GCE "A" Level ให้ได้ 2-3 วิชา ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปี ทางเลือกวิธีนี้ทำให้นักเรียนเสียเวลาเรียนมาก แต่นักเรียนสามารถใช้วุฒิดังกล่าว สมัครมหาวิทยลัยใน สหราชอาณาจักร ได้ทุกแห่ง ทั้งนี้สถานศึกษาจะตอบรับหรือไม่ขึ้นอยู่กับคะแนนผลการสอบ " A" level
  • เรียนหลักสูตร Foundation year หรือ Access หรือ Bridging Course ใช้เวลาศึกษาประมาณ 1 ปี หลักสูตรดังกล่าวสถานศึกษาพิเศษ สำหรับนักศึกษาต่างชาติที่มีระบบการศึกษาแตกต่างจากระบบ การศึกษาของสหราชอาณาจักร เพื่อเตรียมพร้อมด้านภาษาอังกฤษ และวิชาการให้แก่นักเรียนต่างชาติ ในการที่จะเข้าศึกษาระดับปริญญาตรี โดยไม่ต้องสอบ GCE "A" Level หากสอบผ่านหลักสูตรนี้แล้ว มหาวิทยาลัยและ College of Higher Education บางแห่งก็จะรับเข้าศึกษาในระดับ ปริญญาตรีต่อไปได้
Post-Graduate
การศึกษาที่สูงกว่าปริญญาตรีมี 3 ระดับ
  • Post-Graduate Certificate Diploma หลักสูตร 9 เดือนถึง 1 ปี รับผู้สำเร็จปริญญาตรี
  • Master Degree หลักสูตร 1-2 ปี รับผู้สำเร็จ ปริญญาตรี ที่มีผลการเรียนดี ปริญญาที่ให้ได้แก่ MSc. , MA , MBA, M.Phil LLM, MEng.
  • Doctoral Degree หลักสูตรการทำวิจัยใช้เวลา 3-4 ปี ปริญญาที่ให้คือ Doctor of Philosophy (Ph.D./D.Phil) มหาวิทยาลัยส่วนมากผู้ผ่านการศึกษาหลักสูตร M.Phil
ปีการศึกษา
ภาคการศึกษาของสถานศึกษาทุกระดับในประเทศอังกฤษ เริ่มต้นภาคแรก ในราวปลายเดือนกันยายน หรือต้นเดือน ตุลาคม ของปีหนึ่ง และสิ้นสุดราว ปลายเดือนมิถุนายน หรือต้นเดือนกรกฎาคมของปีถัดไป ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ภาคคือ
  • ภาคต้น Autumn Term
    ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน ถึงกลางเดือนธันวาคม
  • ภาคกลาง Spring Term
    ตั้งแต่กลางเดือนมกราคม ถึงปลายเดือนมีนาคม
  • ภาคปลาย Summer Term
    ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน ถึงต้นเดือนกรกฎาคม สำหรับการรับนักศึกษาใหม่ของสถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ จะรับเฉพาะในภาคต้น ( Autumn Term)
ประมาณการค่าเล่าเรียน
มัธยมศึกษา 
GBP 8,000-20,000 / ปี 
หลักสูตรภาษาอังกฤษ 
GBP 3,500-5,000 / ปี
หลักสูตรอาชีวศึกษาและฝึกอบรม 
GBP 3,500-6,300/ ปี
หลักสูตรปูพื้นฐาน
GBP 5,000-8,600/ ปี 
หลักสูตรปริญญาตรี 
GBP 6,000-10,000/ ปี 
หลักสูตรสูงกว่าปริญญาตรี 
GBP 7,000-13,500/ ปี 

ที่พัก

โดย ทั่วไปสถานศึกษาให้คำแนะนำเรื่องที่พัก หรือช่วยดำเนินการจัดหา ที่พักให้นักเรียน ต่างชาติ ดังนั้นควรเลือกที่พักที่เหมาะกับความต้องการ ของตนเองให้มากที่สุด ลักษณะของ ที่พักมีหลายประเภทให้เลือก
  1. Family
    การพักกับครอบครัวชาวอังกฤษ เหมาะสำหรับนักเรียนที่มีอายุน้อย เพราะนักเรียนต้องทำตัวเหมือนเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว นักเรียนจะมีห้องพักเป็นของตนเอง แต่ใช้ห้องน้ำรวมกับสมาชิก ในครอบครัว โดยทั่วไปนักเรียนจะรับประทานอาหารมื้อเย็น พร้อมเจ้าของบ้าน ทำให้มีโอกาสได้ฝึกฝนภาษา และเรียนรู้วัฒนธรรมใน ครอบครัวแบบ อังกฤษ
  2. Lodging
    นักเรียนจะมีห้องพักเป็นส่วนตัว ค่อนข้างอิสระลักษณะ เหมือนห้องแบ่งเช่า นักเรียนต้องจัดหาอาหารรับประทานอาหารเอง หรืออาจรับประทานร่วมกับเจ้าของบ้าน แล้วแต่จะตกลงกัน
  3. หอพัก
    หอพักในมหาวิทยาลัยเลือกได้ 2 แบบ คือ ห้องเดี่ยว และห้องคู่มี 2 ประเภท คือ หอพักแบบพร้อมอาหาร หรือแบบปรุงอาหารทานเอง โดยภายในหอพักจะมีตู้เย็น และอุปกรณ์ ที่จำเป็นในการปรุงอาหาร ให้นักศึกษาสามารถปรุงอาหาร รับประทานเองได้ โดยใช้ร่วมกัน กับเพื่อนที่พักในชั้นเดียวกัน ลักษณะห้องนอน จะมีเตียง โต๊ะเขียนหนังสือ และตู้ใส่เสื้อผ้า ส่วนห้องน้ำเป็นห้องน้ำรวม และทุกชั้นจะมีห้อง Common Room หรือห้องนั่งเล่น และมีสิ่งอำนวย ความสะดวก อาทิ เช่น อุปกรณ์ซักรีด ห้องปฐมพยาบาลเบื้องต้น ห้องออกกำลังกาย
ที่มา : หนังสือคู่มือศึกษาต่อต่างประเทศ (TIECA GUIDE 2007) โดย สมาคมแนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศ 

หากน้อง ๆ คนไหนสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเรียนต่อประเทศอังกฤษ สามารถติดต่อได้ที่
ศูนย์แนะแนวเอ็นริช เอ็ดดูเคชั่น โทร. 02 718 7733, 02 718 7702

วันศุกร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2553

วิธีการเลือกสถาบันสอนภาษาอังกฤษ

น้อง ๆ หลายคนที่กำลังมองหาที่เรียนภาษาอังกฤษในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นที่อังกฤษ อเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์ คงจะเห็นว่ามีโรงเรียนเยอะแยะมากมายไปหมด ยกตัวอย่างเช่นลอนดอน หากลอง Google ดู ก็จะพบว่ามีโรงเรียนเป็นร้อย ๆ แห่งเลยทีเดียว มากจนบางครั้งตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกไปเรียนที่ไหนดี พี่มีวิธีที่จะช่วยตัดตัวเลือกต่าง ๆ ออกไป และเหลือโรงเรียนที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุด


  1. วางงบประมาณสำหรับค่าเล่าเรียน (ยิ่งเรียนนาน ราคาต่อสัปดาห์จะถูกลง) โรงเรียนไหนเกินงบก็ตัดทิ้งไป
  2. ต้องการเรียนหลักสูตรอะไร เช่น ภาษาัอังกฤษทั่วไป หลักสูตรเตรียมสอบไอเอล หรือ โทเฟิล หลักสูตรภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ หรือ ภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจ เป็นต้น การเลือกหลักสูตรที่จะเรียนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายในการเรียนภาษาเป็นสำคัญคะ ทุกโรงเรียนจะเปิดสอนหลักสูตรภาษาอังกฤษทั่วไปอยู่แล้ว บางโรงเรียนจะมีหลักสูตรเฉพาะทาง เช่น ภาษาัอังกฤษเพื่ออาชีพด้านกฎหมาย, บุคลากรทางการแพทย์, หรือหลักสูตรสำหรับครูผู้สอนภาษาอังกฤษ เป็นต้น
  3. การตรวจสอบคุณภาพของโรงเรียน สามารถดูได้จากการที่โรงเรียนนั้น ๆ ได้รับการรับรองจากสถาบันหรือสมาคมต่าง ๆ เช่น British Council, Quality English, IALC, English New Zealand, Languages Canada เป็นต้น การที่จะได้รับการรับรองคุณภาพจากสถาบันหรือสมาคมต่าง ๆ เหล่านี้นั้น โรงเรียนจะต้องถูกตรวจสอบเป็นประจำตามกำหนด โดยจะถูกต้องตรวจสอบทั้งคุณภาพการเรียนการสอน สิ่งอำนวยความสะดวก และสถานที่ที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้
  4. สถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ของโรงเรียน เดี๋ยวนี้สามารถดูรูปภาพของโรงเรียนได้ทั้งจากเวบไซด์ และ Facebook ของโรงเรียนหลายแห่ง สถานที่ที่น่าเรียนก็เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างบรรยกากาศการเรียนรู้ที่ดี โรงเรียนดี ๆ ส่วนใหญ่จะมีห้องสมุด ห้องแลบภาษา บางแห่งมีคาเฟทีเรีย และิอินเตอร์เนตไร้สายไว้บริการนักเรียนอีกด้วย
  5. บริการของโรงเรียน เช่น การจัดหาที่พัก รถรับส่งสนามบิน เป็นต้น โรงเรียนบางแห่งไม่มีเจ้าหน้าที่ที่ดูแลด้านที่พักโดยตรง แต่ใช้บริการเอเย่นต์หาที่ำพักอีกต่อหนึ่ง แบบนี้หากมีปัญหาอะไร อาจจะได้รับการแก้ไขไม่ทันท่วงที บางทีก็เป็นการยากที่นักเรียนจะรู้ว่าทางโรงเรียนทำเอง หรือให้คนอื่นทำ แต่เจ้าหน้าที่ศูนย์แนะแนวที่ทำงานร่วมกับโรงเรียนจะทราบดี และให้คำแนะนำได้คะ
  6. จำนวนนักเรียนไทย ถ้าอยากได้เพื่อนคนไทยบ้าง หรือกลัวเหงาถ้าไม่มีคนไทยอยู่เลย  ลองสอบถามไปที่โรงเรียน หรือถามที่ศูนย์แนะแนวฯ ก็ได้ ว่ามีนักเรียนไทยอยู่บ้างหรือไม่ หรือถ้าไม่อยากเจอคนไทยมากนัก เพื่อจะได้ฝึกภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง ก็มีโรงเรียนอยู่ไม่น้อยที่แทบจะไม่มีนักเรียนไทยเลย
  7. จำนวนนักเรียนต่อห้องสูงสุด โดยปกติแล้วจะอยู่ที่ 12-15 คนต่อห้อง แต่โรงเรียนที่ราคาถูกลงมาหน่อย อาจมีมากถึง 18-20 คนต่อห้อง
เท่าที่กล่าวมาทั้งหมด ก็คงจะพอเห็นกันแล้วนะค่ะ ว่าแต่ละโรงเรียนมีข้อแตกต่างกันอย่างไร ก็หวังว่าจะทำให้การตัดสินใจเลือกโรงเรียนนั้นง่ายขึ้นด้วย